ยินดีต้อนรับสู่ครัวอาหารยุโรป

Europe Food

Europe Food

ยินดีต้อนรับสู่ครัวอาหารยุโรป

Recent Posts

ประวัติความเป็นมาของไวน์

ประวัติความเป็นมาของไวน์

หากมองภาพโดยพื้นฐานเมื่อพูดถึงคำว่า ไวน์ หลาย […]

ความเป็นมาอาหารอิตาลี(part7)

ความเป็นมาอาหารอิตาลี(part7)

หลังปี 1950 การเกิดใหม่อีกครั้งของอิตาลี ดารา […]

ความเป็นมาอาหารอิตาลี(part6)

ความเป็นมาอาหารอิตาลี(part6)

อาหารและศิลปะยุค La Belle Époque

ศตวรรษที่ 19 นอกจากนี้ยังเป็นช่วงเวลาที่ศิลปะและอาหารมารวมกันอย่างไม่เคยมาก่อน
นักดนตรี นักเขียน กวีและจิตรกรทั้งหมดมักจะเชื่อมโยงอาหารกับความบันเทิง ความสนุกสนานให้กับงานศิลปะ บรรยากาศที่โต๊ะอาหารกลายเป็นสถานที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ บ่อยครั้งที่อาหารเป็นหัวข้อสำหรับองค์ประกอบงานเขียนและงานศิลปะ 
 

ประวัติของอาหารอิตาเลียนในช่วง 100 ปีที่แล้วก่อนปัจจุบันนี้คือช่วงที่ทำให้ทุกอย่างลงตัวจากวิถีชีวิตจากเหตุการณ์ที่ประเทศต้องผ่านมาด้วยความยากลำบากเริ่มจากช่วงแรกของศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าเป็นยุค La Belle Époque: ยุคที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองเป็นช่วงที่สวยงามและสนุกสนานของคนอิตาลีและยุโรป เป็นช่วงเวลาของการเฉลิมฉลองและมีการจัดงานเลี้ยงของชนชั้นสูงเหมือนยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ผู้คนมีแนวคิดว่า “ชีวิตนั้นสั้นนัก เพื่อความสุขของชีวิตต้องฉลอง เป็นอีกครั้งที่งานเลี้ยงยกคุณภาพของอาหารให้อร่อยให้เข้ากับไวน์สุรารวมทั้งการแต่งกายและเพลง 
   
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
 ช่วงปีของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นช่วงที่ยากลำบากของโภชนาการ การต่อสู้และสงครามกินพื้นที่ขนาดใหญ่ของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือทำให้มีการผลิตลดผลคนตกงานไม่มีอาหารเพียงพอขาดสารอาหารที่จำเป็นเกิดการแพร่กระจายของโรคเช่น Pellagra สถานการณ์แย่มากทุกกรณีอาหารสำหรับทหารต้องห้ามขาดเพราะถือว่ากองทัพเดินด้วยท้อง ทหารอิตาลีในสนามเพราะมีสิทธิ์ที่จะได้รับประมาณ 1 1/2 ปอนด์ขนมปัง 3 1/2 ออนซ์ของพาสต้า กับเนื้อ  รวมทั้ง 1/4 ลิตรไวน์และกาแฟ ผักและผลไม้มีให้บางครั้ง การดื่มน้ำก็ประมาณ 1/2 ลิตรต่อวัน ยุคนี้เลยกลายมาเป็นยุดแห่งการพัฒนาอาหารสำเร็จรูปหรือสินค้าอาหารกระป๋องที่ใช้ในการแจกจ่ายให้กับทหาร: เนื้อ แอนโชวี่ ผลไม้หวานที่มีอยู่ในกระป๋องตกแต่งด้วยคำขวัญรักชาติ

 
ลัทธิฟาสซิสต์และสงครามโลกครั้งที่สอง
 
สงครามโลกครั้งที่สองเกิดขึ้นหลังจากปีที่เศรษฐกิจโลกตกต่ำ ซึ่งแน่นอนว่าการเมืองก็รุมเร้าเพราะเมื่อผู้คนอดอยากก็ต้องโทษรัฐบาลทำให้มุสโสลินี่ Mussolini เอาลัทธิฟาสซิสต์มานำเสนอชาวอิตาลีซึ่งทำให้ทุกคนมีความหวังแม้ว่าจะต้องเปลี่ยนนิสัยและพฤติกรรม วิกฤตเศรษฐกิจโลก ต่อเนื่องไปถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่าง 1940 และ 1945
คือช่วงที่ต้องประหยัดการทำอาหารของครอบครัวเริ่มมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองเพราะวัตถุดิบหายากเงินไม่มีแม่บ้านแต่ละคนเริ่มต้องคิดสูตรของตัวเองผลผลิตที่มาจากภายในขอบเขตของตัวเอง ให้ครอบครัวอยู่รอดไปได้วันๆ ส่วนผสมบางอย่างเช่น กาแฟ น้ำตาล เกลือ หรือเนยถูกจำกัดปันส่วนห้ามกักตุน ขนมปังมักจะเป็นสีน้ำตาลและเนื้อสัตว์หายาก คนที่ไม่เคยรู้สึกไม่แยแสผู้หญิงอิตาลีโดยเฉพาะบรรดาแม่บ้านถือว่าเป็นผู้ทำคุณงามความดีเพื่อจัดการเรื่องอาหารการกิน พอเนื้อสัตว์ถูกจัดการจะกินเนื้อล้วนก็ยากขึ้นจึงเป็นที่มาของอาหารที่เป็นลักษณะลูกชิ้นไม่ว่าจะเป็น meatball หรือ dumpling โดยจะนำมันฝรั่งหรือขนมปังแช่น้ำมาผสมกับเนื้อไม่ใช้เนื้อล้วน เช่นสูตรสำหรับทำ meatball ใช้เพียง 1/2 ปอนด์ของเนื้อสัตว์และ 1 1/2 ปอนด์ของผักขม 3 ออนซ์ริคอตต้า และไข่ 1 ใบ นำไปทอดกับเนยครึ่งช้อนชาเสิร์ฟพร้อมกับซอสมะเขือเทศเจือจางและสามารถเลี้ยงครอบครัวให้มีความสุขได้แบบไม่แพง
 


วิธีการของการเก็บรักษาก็พัฒนา เช่นผักหรือเครื่องเทศที่เหลือก็จะเก็บไว้ในน้ำมันมะกอกเลย คงเคยเห็นน้ำมันมะกอกที่มีใบrosemary หรือพริกแห้งอยู่ในขวด การทานขนมปังกับซุป หรือชีสถือเป็นอาหารหลัก การหมัก การดอง การเก็บรักษา เช่นการตากแห้ง การผึ่งลม การทำแยมจากผลไม้ ก็เกิดพัฒนาในช่วงนี้ไม่มีการกินทิ้งกินขว้าง

<<<กลับหน้าหลัก

ความเป็นมาอาหารอิตาลี(part5)

ความเป็นมาอาหารอิตาลี(part5)

ศตวรรษที่19  ศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงเวลาที […]

ความเป็นมาอาหารอิตาลี(part4)

ความเป็นมาอาหารอิตาลี(part4)

รสชาติใหม่จากโลกใหม่ การค้นพบทวีปอเมริกาในปี […]

ความเป็นมาอาหารอิตาลี(part3)

ความเป็นมาอาหารอิตาลี(part3)

ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาในทัสคานี
 
เช่นเดียวกับการเกิดใหม่ในงานศิลปะและวรรณกรรมที่ทัสคานีมีบทบาทสำคัญต้องถือว่ายุคฟื้นฟูศิลปวิทยาของอาหารอิตาเลียนที่ทันสมัยก็เกิดขึ้นที่นี่ด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 14 เมื่อทุก signorie ที่สำคัญในภูมิภาคเริ่มที่จะมอง gastronomical หรือศิลปการประกอบอาหารชั้นสูงด้วยความสนใจเพราะอาหารดีๆ ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของตัวเองประสบความสำเร็จสถานะทางสังคมและวัฒนธรรม ได้รับการยอมรับเล็กๆ น้อยๆ ไม่ถูกดูหมิ่นโดยเฉพาะยิ่งในครอบครัวขุนนางเก่าแบบดั้งเดิมต้องมีรสนิยมตลอดจนความรู้ในการทำอาหารสูตรของตระกูล ซึ่งเมื่อเราพูดเกี่ยวกับทัสคานีในยุคกลางและยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาคงต้องพูดถึงตระกูล Medici  ครอบครัวที่ไม่เพียงแต่นำเมืองฟลอเรนซ์ขึ้นสู่สุดยอดของโลกทางวัฒนธรรมและศิลปะและทำให้มันเป็นตัวอย่างของความงามและความสมบูรณ์แบบของทวีปยุโรป แต่ยังพิถีพิถันเรื่องในห้องครัวโดยใช้แต่พ่อครัวและแม่ครัวที่มีคุณภาพเพื่อความบริสุทธิ์ของรสชาติ: สูตร Tuscan แบบดั้งเดิม ทำให้อาหารที่ถูกเสิร์ฟ ในฤดูกาลระหว่างงานเลี้ยงของชั้นสูงของตระกูลเป็นที่กล่าวขานไปถึงปารีส และมารยาทก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ห่างไกลจากความตะกละของชาวโรมันเมื่อ 1,000 ปีก่อนหน้านี้  พวกตระกูลขุนนาง Medici  ซึ่งเป็นเสาหลักของความเจริญมั่งคั่งของเมืองฟิเรนเซเพราะความเป็นพ่อค้านักธุรกิจที่มีรสนิยมรักศิลปะในขณะเดียวกันก็รักความเรียบง่าย พวกเขาอาจจะชอบอาหารแบบดั้งเดิมแต่พวก Mediciก็จัดว่าเป็นนักชิมอย่างแน่นอน  โดยเฉพาะพระนาง Caterina de Medici แห่งตระกูลนี้ก็ได้มาเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งฝรั่งเศส เป็นแบบอย่างที่ดีเลย พระนาง Caterina เป็นคนรักอาหารที่แท้จริงและเมื่อเธอแต่งงานตอนอายุ 14 Henry II แห่ง Orléans และย้ายไปปารีสเธอนำเครื่องทำไอศกรีมจาก Urbino อิตาลี และสามพ่อครัวทำขนมไปฝรั่งเศสด้วย ขนมฝรั่งเศสจึงได้อิทธิพลมาจากเธอหรือในความเป็นจริงคือทัสคานีให้กำเนิดขนมฝรั่งศสในปัจจุบันหลายอย่างเพราะเชฟขนมของ Caterina สมเด็จพระราชินีทรงโปรดอาร์ติโช้คตุ๋นกับตับไก่ สมุนไพร เนยและน้ำมันมะกอก แม้ซอส béchamel ก็ถือว่ามาจากพ่อครัวของเธอเมื่อยังอยู่ในอิตาลีและถูกนำมาใช้แล้วดัดแปลงโดยชาวฝรั่งเศส
 
ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาในกรุงโรมและในวังวาติกันของสมเด็จพระสันตะปาป
 
กรุงโรมเป็นที่หนึ่งในเรื่องร่ำรวยหรูหราก็เพราะเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสันตะปาปามันคือหน้าตาของคริสต์จักรที่ทั้งยุโรปต้องเกรงขาม ดังนั้นงานเลี้ยงแต่ละครั้งก็ไม่เป็นรองพระราชวังที่อื่นเช่นในปี 1513 สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอ (ก็ถูกแต่งตั้งมาจากสมาชิกของครอบครัวเมดิชิ)  จัดงานเลี้ยงเพื่อเฉลิมฉลองการเสนอชื่อหลานชายเขารับตำแหน่งขุนนางหรือใน 1595 เมื่อ

พระคาร์ดินัล Grimani ที่จัดเลี้ยงต้อนรับคณะฑูตตัวแทนจากเมืองเวนิซ 

ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาในหัวเมืองทางเหนือ

ที่ภาคเหนือของอิตาลีโดยทั่วไปจะใช้เนยไม่ใช้น้ำมันมะกอกปรุงอาหารตามสูตรของทัสคานีและภาคใต้ วิธีการปรุงอาหารมักเป็นทอดหรือเคี่ยว stewing ในบรรดาส่วนผสมเราจะพบน้ำตาล อบเชย pinenuts และลูกเกด ทำให้อาหารมีรสหวานและเปรี้ยว ต้องไม่ลืมว่าน้ำตาลในเวลานั้นเป็นเพียงเครื่องปรุงสำหรับผู้มั่งคั่งเท่านั้นซึ่ง ถ้าเราพูดถึงน้ำตาลและเครื่องเทศและศิลปวิทยาการเกี่ยวกับอาหารเราจะต้องพูดถึงเมืองเวนิส La Serenissima ได้รับการถือครองการผูกขาดการนำเข้าและการผลิตน้ำตาลทรายตั้งแต่อายุสงครามครูเสด และช่วงเดียวกันอาจจะกล่าวของเครื่องเทศจากตะวันออกนั้นโอเรียนเต็ลเวนิสก็เป็นผู้นำเข้าสำหรับทั้งหมดของยุโรป อาหาร Venetian จะได้รับอิทธิพลจากเมืองทางตะวันออกเพราะเวนิสเป็นศูนย์กลางค้าขายกับตะวันออกกลางถึงตะวันออกไกลและมีนักเดินเรือที่เชี่ยวชาญในเชิงพาณิชย์และเก่งเรื่องค้าขาย ชื่อเสียงของเมืองเวนิสเรื่องน้ำตาลกลายเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งของเมืองใน 1574 ในโอกาสการมาเยือนของพระเจ้าเฮนรี่ที่สาม กษัตริย์แห่งฝรั่งเศสพระองค์ทรงได้รับการต้อนรับจากสาวงาม noble women ที่สวยที่สุดของเมืองเวนิสทั้งหมดอยู่ในชุดสีขาวและประดับด้วยอัญมณี การจัดเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่พระองค์ถูกประดับด้วยประติมากรรม น้ำตาลที่สร้างขึ้นโดย Sansovino สถาปนิกที่รู้จักกันดี งานที่สร้างสรรค์เป็นประติมากรรมรูปสิงโต ราชินีผู้ทรงม้า เดวิด และนักบุญมาร์ค St.Marco ซึ่งทั้งหมดทำจากน้ำตาล 

<<<กลับหน้าหลัก

ความเป็นมาอาหารอิตาลี( part2)

ความเป็นมาอาหารอิตาลี( part2)

ความเป็นมาอาหารอิตาลี( part2) การรับประทานอาห […]

ความเป็นมาอาหารอิตาเลียน (part1)

ความเป็นมาอาหารอิตาเลียน (part1)

พูดถึงความเป็นมาที่ทำให้อาหารอิตาเลียนเป็นศูน […]

ความเป็นมาของพาสต้า

ความเป็นมาของพาสต้า

ต้นกำเนิดของพาสต้า มาจากพ่อค้าชื่อ Marco Polo ซึ่งได้นำพาสต้ากลับมาจากการเดินทางของเขาที่ไปยังประเทศจีน แต่ว่าหลักฐานเหล่านี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่หลักฐานที่พบ จะพบว่าในช่วงยุคโรมันจะมีการผลิตพาสต้าแบบใหม่ขึ้นเป็นลาซานญ่า ซึ่งในยุคนั้นจะไม่มีการนำไปเส้นลาซานญ่าไปต้มเหมือนกับพาสต้า แต่จะนำไปอบแทน จึงทำให้ไม่สามารถเชื่อได้ว่าลาซานญ่าในยุคโรมันนั้นถือได้ว่าเป็นพาสต้าหรือไม่ อย่างไรก็ตามในศตวรรษที่ 8 ทางตอนใต้อิตาลีมีชาวอาหรับย้ายถิ่นเข้ามาอยู่กันมากขึ้น จึงทำให้มีผลกระทบต่ออาหารทางท้องถิ่นมากขึ้น และจึงเป็นที่มาของต้นกำเนิดพาสต้าได้อย่างแท้จริง ผลิตภัณฑ์เส้นแห้งที่ผลิตจากซิซิลีนั้นน่าจะเป็นต้นกำเนินของเส้นพาสต้าแบบแห้ง และได้มีการผลิตอย่างมากขึ้นในแถบ Palermo ในช่วงเวลาต่อมา นอกจากนี้คำว่า “มะกะโรนี” ยังมาจากชาวซิซิลีที่หมายถึงการนำแป้งไปบดอย่างหนัก ซึ่งสมัยนั้นเส้นพาสต้านั้นต้องใช้เวลาในการทำที่นานมากขึ้น

              เมนูอาหารในสมัยนั้นส่วนใหญ่ จะนำพาสต้าเสริฟกับเครื่องเทศอย่างอบเชย และลูกเกด เมนูพาสต้าแบบนี้มีต้นกำเนิดมาจากซิซิลีและยังถูกแพร่กระจายไปถึงใจกลางประเทศอิตาลีต่อไป และในค.ศ. 1300 เส้นพาสต้าแบบแห้งได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากคุณค่าทางโภชนาการของตัวมันเอง และยังสามารถเก็บไว้ได้ยาวนาน เหมาะกับการเดินเรือในระยะเวลานาน ซึ่งเวลานั้นพาสต้าเริ่มมีรูปร่างแตกต่างกันไป และมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาที่สามารถทำให้ผลิตเส้นพาสต้าได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามการพัฒนาเมนูพาสต้าเริ่มมีการพัฒนามากขึ้นในศตวรรษที่ 19 เมื่อเกิดเมนูพาสต้ากับมะเขือเทศ

รูปแบบของเส้นพาสต้าแบ่งออกได้มากกว่า 350 ชนิด แต่ที่เรารู้จักกันอย่างดีก็มีอยู่ไม่กี่ชนิด ดังนี้
       
       สปาเกตตี (Spaghetti) แบบเส้นกลมยาว ไม่มีรูตรงกลาง
       มักกะโรนี (Macaroni) แบบเส้นกลมยาวมีรูกลมตรงกลาง
       เพนเน (Penne) แบบท่อตัดเฉียงที่ปลายทั้งสองด้าน
       เฟตูชินี (Fettucine) แบบเส้นแบนคล้ายริบบิ้น
       ฟูซิลี (Fusilli) แบบเส้นเกลียว
       ราวิโอลี (Ravioli) แบบแผ่นห่อไส้ผักหรือเนื้อสัตว์ ลักษณะคล้ายเกี๊ยว
       ลาซานญ่า (Lasagne) แป้งแผ่นสี่เหลี่ยมใช้วางซ้อนสลับกับเครื่อง เช่น เนื้อหรือผัก
       ลิงกวินี่ (Linguine) ลักษณะเป็นเส้นแบนๆเล็กๆยาวๆ
       แองเจิลแฮร์ (Angel Hair) หรือ คาเปลลินี (Capellini) พาสตาเส้นเล็กเรียวยาวประมาณเส้นหมี่ของบ้านเรา
       
นอกจากเส้นที่พูดถึงไปแล้ว ยังมีพาสต้าแบบแปลกๆ ที่เราไม่คุ้นเคยกันอีกหลายอย่าง เช่น ริกาโทนี (Rigatoni), ฟาร์ฟาเล่ (Farfalle) 
       
           พาสต้าแต่ละชนิด มีรูปร่างที่แตกต่างกัน ซึ่งก็เหมาะกับการนำไปปรุงเป็นอาหาร และซอสที่แตกต่างกันด้วย เช่น มักกะโรนี กินคู่กับซอสได้หลายชนิด และสามารถนำไปทำซุป สลัด และนำไปผัดได้ด้วย ฟูชิลี นิยมกินกับซอสเนื้อ หรือนำไปอบกับชีส ลิงกวินี นิยมกินกับซอสเพสโต้ และซอสที่ใช้น้ำมันเป็นส่วนประกอบ เป็นต้น

<<<กลับหน้าหลัก

ความเป็นมาของข้าวผัดสเปน หรือ ปาเอยา

ความเป็นมาของข้าวผัดสเปน หรือ ปาเอยา

ความเป็นมาของข้าวผัดสเปน หรือ ปาเอยา ปาเอยา&n […]