ยินดีต้อนรับสู่ครัวอาหารยุโรป

ความเป็นมาของทาโก้

ความเป็นมาของทาโก้

ถ้าเรามองในวัฒนธรรมของเม็กซิกัน กระทั่งวัฒนธรรมกลุ่มละตินอเมริกา คงเรียกได้ว่าเป็น วัฒนธรรมกลุ่มรอง คือเป็นวัฒนธรรมของคนที่ถูกกดขี่ คนละตินอเมริกามักถูกวาดภาพให้เป็นชนชั้นแรงงาน พูดง่ายๆ ว่าส่วนใหญ่จะมีชีวิตที่ลำบากๆ หน่อย สำหรับ Taco Bell เองที่ปัจจุบันได้รับการสถาปนากลายเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนฟาสต์ฟูดจนไกลออกไปทั่วโลก

ซึ่งเจ้า ทาโก้ ในฐานะอาหาร ก็เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ความยากลำบาก และการเติบโตขึ้นของชาวเม็กซิกัน จากจุดกำเนิดในเหมือง เรื่อยมาจนถึงยุคที่ผู้หญิงต้องดิ้นรนจากค่าแรงงานอันน้อยนิด อาหารชนิดนี้ก็มาจากแผงอาหารริมถนน จนวันหนึ่งได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอเมริกันชน

ห่อระเบิด ในเหมืองแร่ และการเอาตัวรอดของแรงงานหญิง

ทาโก้ถือเป็นอีกหนึ่งตัวแทนสำคัญของวัฒนธรรมอาหารเม็กซิกัน เป็นตัวแทนอาหารที่เกี่ยวข้องกับความยากลำบาก เกี่ยวข้องกับการทำงานหนักในยุคอุตสาหกรรม

นักวิชาการกล่าวว่า การใช้แป้งข้าวโพดมาทำให้แบนๆ เพื่อใช้แทนช้อนนั้น ปรากฏในวัฒนธรรมมนุษย์มานับพันปีแล้ว  ส่วนคำว่า ‘ทาโก้’ สันนิษฐานกันว่า เกิดขึ้นจากคำเรียกของคนงานเหมืองแร่ชาวเม็กซิกันในช่วงทศวรรษ 1800s ในยุคนั้นชาวเหมืองจะมีการทำระเบิดในเหมือง โดยการห่อดินปืนเป็นแท่งด้วยกระดาษสีเงินหน้าตาคล้ายซิการ์ ซึ่งเรียกว่า ทาโก้ Jeffrey M. Pilcher อาจารย์ทางด้านประวัติศาสตร์ จาก University of Minnesota เจ้าของหนังสือตำราทาโก้ Planet Taco: A Global History of Mexican Food เขาบอกว่าจากการทำระเบิดดินปืนนี้เอง ทำให้ชาวเหมืองเริ่มเรียกห่ออาหารของตัวเองว่าทาโก้ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่พบว่าทาโก้ประเภทแรกมีชื่อว่า ‘ทาโก้ของชาวเหมือง

แม้จะกำเนิดขึ้นในเหมืองแร่ แต่ทาโก้ก็ยังไม่กลายเป็นอาหารประจำชาติ จนกระทั่งเม็กซิโกกลายเป็นดินแดนอุตสาหกรรม เมืองหลวงเช่นเม็กซิโก ซิตี้ก็กลายเป็นเมืองใหญ่ เป็นแหล่งโรงงาน ผู้คนจากทั่วสารทิศต่างเดินทางเข้ามารวมตัวกันเพื่อทำงาน

ในโลกของโรงงานอุตสาหกรรม งานบางประเภทต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะของแรงงานหญิง ผู้หญิงก็เริ่มเข้ามากระจุกรวมตัวอยู่ในเมืองเพื่อทำงานในโรงงาน เช่น โรงงานมวนบุหรี่ หรือโรงงานทอผ้า และด้วยความที่ค่าแรงนั้นถูกแสนถูก แถมพอเมืองหลวงกลายเป็นเมืองใหญ่ เหล่าแรงงานหญิงที่พกทักษะการทำอาหารติดตัวมาด้วยก็เริ่มหาลำไพ่พิเศษด้วยการขายอาหารริมทาง จุดนี้เองที่ทาโก้ อาหารห่อแป้ง ที่ซื้อง่าย รับประทานได้ด่วนๆ จึงถือกำเนิดขึ้นพร้อมๆ กับการเป็นสตรีทฟู้ดของคนใช้แรงงาน

แผงทาโก้ในเมืองเม็กซิโกซิตี้

วัฒนธรรมเสี่ยงๆ แบบเม็กซิกันในอเมริกากับกลุ่มราชินีพริก

ในช่วงปลายทศวรรษ 1800s ถึงต้น 1900s ชาวเม็กซิกันเริ่มอพยพจากเม็กซิโกไปใช้แรงงานในเหมืองและการก่อสร้างทางหลวงในสหรัฐฯ ยุคนั้นชาวเม็กซิกันก็เลยพาเอาอาหารและแผงอาหารติดตัวไปด้วย อาหารเม็กซิกันในยุคแรกจึงถูกมองว่าเป็นอาหารริมทาง เป็นอาหารของคนใช้แรงงาน หรืออาหารของชนชั้นล่าง

คล้ายๆ กับตอนที่ทาโก้กำเนิดในเม็กซิโก ทาโก้ในสหรัฐเองก็เกิดขึ้นจากกลุ่มแรงงานหญิงที่ตั้งแผงขายอาหารในนามกลุ่ม The Chili Queens กลุ่มสาวสวยนี้เปิดแผงขายอาหารช่วงกลางคืน ในงานเฟสติวัลที่เมือง San Antonio ช่วงทศวรรษ 1880s โดยนักท่องเที่ยวเริ่มเดินทางมาเที่ยวที่ San Antonio มากขึ้น และหนึ่งในนั้นคือการมาเพื่อซื้ออาหารของราชินีพริกนี่แหละ

นึกภาพงานเฟสติวัลที่มีคนมากมาย และมี The Chili Queens เป็นกลุ่มสาวๆ ที่ขายอาหารเม็กซิกัน ในยุคนั้นถือกันว่าเม็กซิโกเป็นประเทศที่อันตราย การมากินอาหารเม็กซิกันของกลุ่มราชินีพริกจึงดูเป็นการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวได้เสพอาหารที่เผ็ดร้อนเหมือนถูกงูพิษกัด แถมสาวๆ ที่ขายทาโก้ก็ถูกมองในเชิง  ยั่วยวนหน่อยๆ

ฟังดูแล้ว อาหารเม็กซิกันอาจจะมีมุมที่ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดิ้นรนทางวัฒนธรรม อาหารเม็กซิกันเริ่มมีที่ทางดีขึ้นหลังช่วงปี 1910-1920 เมื่อชาวเม็กซิกันรุ่นต่อๆ มาเริ่มมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เริ่มมีสิทธิทางการเมือง เป็นส่วนหนึ่งของสงคราม จุดนี้เองที่ลูกหลานเม็กซิกันยังคงกินอาหารบ้านเกิด สุดท้ายอาหารชนิดนี้ก็เริ่มปรับตัวเข้าสู่โลกของอุตสาหกรรมอาหารและดินแดนฟาสต์ฟู้ด และอาหารเม็กซิกันก็ค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองอาหารอเมริกัน

<<<กลับสู่หน้าหลัก