ยินดีต้อนรับสู่ครัวอาหารยุโรป

เดือน: พฤษภาคม 2019

6 ความลับของเชฟ ที่คุณอาจไม่เคยรู้

6 ความลับของเชฟ ที่คุณอาจไม่เคยรู้

6 ความลับของเชฟ ที่คุณอาจไม่เคยรู้ 6เรื่องลับ […]

ความเป็นมาของบาบีคิว

ความเป็นมาของบาบีคิว

บาร์บีคิว (ย่างไฟโดยตรง) เป็นชื่อภาษาอังกฤษขอ […]

ความเป็นมาของ kfc

ความเป็นมาของ kfc


เคเอฟซี หรือ ไก่ทอดเคนทักกี เป็นภัตตาคารอาหารจานด่วนหลายสาขาที่เน้นอาหารประเภทไก่ทอดและมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี สหรัฐอเมริกา เคเอฟซีเป็นภัตตาคารหลายสาขาที่ใหญ่เป็นอันดับที่สองรองจากแมคโดนัลด์ ด้วยจำนวนร้าน 18,875 ร้านใน 118 ประเทศนับถึงเดือนธันวาคม ค.ศ. 2013 บริษัทเป็นบริษัทย่อยของยัม!แบรนส์ บริษัทภัตตาคารที่เป็นเจ้าของพิซซ่าฮัทและทาโคเบลล์ด้วย

เคเอฟซีก่อตั้งโดยฮาร์แลนด์ แซนเดอส์ นักลงทุนที่เริ่มขายไก่ทอดจากร้านอาหารข้างถนนในคอร์บิน รัฐเคนทักกี ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ แซนเดอส์เริ่มเห็นความเป็นไปได้เกี่ยวกับการเปิดแฟรนไชส์ร้านอาหาร และแฟรนไชส์ “เคนทักกีฟรายด์ชิกเคน” (ไก่ทอดเคนทักกี) ร้านแรกเปิดที่รัฐยูทาห์ในปี ค.ศ. 1952 เคเอฟซีทำอาหารประเภทไก่ให้เป็นที่นิยมในอุตสาหกรรมอาหารจานด่วน และกระจายตลาดโดยท้าทายผู้นำด้านร้านอาหารประเภทแฮมเบอร์เกอร์ หลังจากตั้งชื่อตราสินค้าของตนเป็น “เคอเนลแซนเดอส์ฮาร์แลนด์กลายเป็นบุคคลโดดเด่นในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอเมริกัน และรูปภาพของเขาเป็นที่รู้จักกว้างขวางในภาพโฆษณาเคเอฟซี อย่างไรก็ตาม การขยายตัวอย่างรวดเร็วของบริษัททำให้แซนเดอส์รู้สึกว่ายากที่จะรับมือ และในปี ค.ศ. 1964 เขาขายบริษัทให้กับกลุ่มนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่นำโดยจอห์น วาย. บราวน์ จูเนียร์ และแจ็ก ซี. แมสซีย์

เคเอฟซีเป็นหนึ่งในกิจการอาหารจานด่วนกิจการแรก ๆ ที่ขยายตัวเข้าสู่สากล เปิดสาขาในสหราชอาณาจักร เม็กซิโก และจาไมกาในช่วงกลางคริสต์ทศวรรษ 1960 ตลอดคริสต์ทศวรรษ 1970-1980 เคเอฟซีประสบกับโชคชะตาทั้งร้ายและดีคละกันไป หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งเกี่ยวกับหุ้นส่วนที่ไม่มีประสบการณ์ เรื่องธุรกิจร้านอาหาร หรือมีประสบการณ์เพียงน้อยนิด เมื่อต้นคริสต์ทศวรรษ 1970 เคเอฟซีถูกขายให้กับผู้จำหน่ายสุรา ฮิวไบลน์  ซึ่งก็ถูกธุรกิจอาหารและยาสูบ อาร์.เจ. เรย์โนลด์ และขายกิจการให้กับบริษัท เป๊ปซี่โค กิจการขยายตัวต่อไปอีกหลายประเทศ และในปีค.ศ. 1987 เคเอฟซีกลายเป็นกิจการร้านอาหารตะวันตกกิจการแรกที่เปิดที่ประเทศจีน กิจการได้ขยายตัวในจีนอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันกลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท เป๊ปซี่โคแยกแผนกร้านอาหารออกเป็นไทรคอนโกลบอลเรสเตอรอนส์  ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นยัม!แบรนส์

ผลิตภัณฑ์แรกเริ่มของเคเอฟซีคือไก่ทอดที่ทอดด้วยอุณหภูมิสูง ปรุงรสด้วยสูตรสมุนไพรและเครื่องเทศ 11 ชนิดของแซนเดอส์ ส่วนผสมของสูตรนี้เป็นความลับทางการค้า ไก่ทอดหากมีปริมาณมากจะเสิร์ฟใน “ถัง” ที่ทำจากกระดาษแข็ง ซึ่งกลายเป็นลักษณะที่รู้จักกันดีของกิจการตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกโดยลูกค้า แฟรนไชส์ พีต ฮาร์แมน ในปี ค.ศ. 1957 ตั้งแต่ต้นคริสต์ทศวรรษ 1990 เคเอฟซีขยายเมนูให้มีอย่างอื่นนอกจากไก่ทอด เช่น เบอร์เกอร์ไก่ไม่มีกระดูก และแซนด์วิชไก่ไม่มีกระดูกชนิดห่อด้วยแป้ง รวมถึงสลัด และเครื่องเคียง เช่น เฟรนช์ฟรายส์ และโคลสลอว์ ขนมหวาน และน้ำอัดลม ซึ่งจัดหาโดยบริษัทเป๊ปซี่โค เคเอฟซีเป็นที่รู้จักด้วยสโลแกนว่า “finger linkin’ good” ต่อมาเปลี่ยนเป็น “Nobody does chicken like KFC” และ “So Good”

<<<กลับหน้าหลัก

ความเป็นมาของเบียร์

ความเป็นมาของเบียร์

  จุดเริ่มต้นของเครื่องดื่มที่มีแอล […]

ประวัติความเป็นมา ของ “แชมเปญ

ประวัติความเป็นมา ของ “แชมเปญ

ประวัติความเป็นมา ของ “แชมเปญ” แชมเปญถือเป็นเ […]

เชฟ Arnaud Dunand-Sauthierและ Ryuki Kawasaki

เชฟ Arnaud Dunand-Sauthierและ Ryuki Kawasaki

เชฟ Arnaud Dunand-Sauthier และเชฟ Ryuki Kawasaki ต่างเป็นผู้เชี่ยวชาญการทำอาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิม พวกเขาเคยร่วมงานกับเชฟอาหารฝรั่งเศสที่ฝีมือยอดเยี่ยมไม่แพ้กันมาแล้วมากมาย วันนี้ พวกเขาจะมาสร้างความประสบการณ์ใหม่ให้กับร้านอาหารในโรงแรมที่เสิร์ฟอาหาร fine dining

เมื่อเชฟ Ryuki ก้าวมาเป็นหัวหน้าเชฟที่ร้าน Mezzaluna ในปีพ.ศ. 2558 เพื่อนของเขาที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ลแนะนำให้เขาได้รู้จักกับเชฟ Arnaud ที่ดูแลร้าน Le Normandie มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2555 พวกเขากลายเป็นเพื่อนซี้กันอย่างรวดเร็ว คุณรับรู้ได้ทันทีถึงความสนิทสนมของทั้งสองเมื่อเห็นพวกเขาอยู่ด้วยกัน เชฟ Arnaud กล่าวถึงเชฟ Ryuki ว่า “เขาเป็นเพื่อนที่ดี และเชฟที่ดี” เชฟ Ryuki ชมกลับว่า “Arnaud เป็นเพื่อนที่ดี และยังเป็นหนึ่งในเชฟที่เก่งที่สุดในกรุงเทพฯด้วย” เชฟ Arnaud เสริมว่า “แม้สไตล์การทำอาหารของพวกเราจะต่างกัน แต่เราก็มุ่งมั่นที่จะสรรหาวัตถุดิบที่ดีเพื่อรังสรรค์อาหาร นั่นทำให้เราสนิทกัน”

เริ่มต้นเรียนรู้กับเชฟชั้นครู
เชฟ Ryuki เข้าสู่วงการอาหารครั้งแรกในร้านอาหารของเชฟ Paul Bocuse บิดาแห่งอาหารฝรั่งเศส ผู้ล่วงลับไปแล้ว เมื่อเชฟ Ryuki กลับไปญี่ปุ่น เชฟ Paul ช่วยให้เขาได้ร่วมงานกับร้าน Taillevent-Robuchon ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ร้านและเชฟในตำนาน ได้แก่ร้าน Tailllevent ซึ่งก่อตั้งเมื่อปีพ.ศ. 2489 และเชฟ Joël Robuchon ซึ่งดูแลร้าน Taillevent-Robuchon อยู่ เชฟ Ryuki เล่าให้ฟังว่า “ผมทำงานกับเชฟ Robuchon ในกรุงโตเกียวอยู่ 5 ปี” หลังจากนั้น เขากลับไปที่กรุงปารีสเพื่อร่วมงานกับร้านอื่น ๆ ก่อนที่เชฟ Pierre Gagnaire จะเลือกเขาให้ไปคุมร้านในกรุงลอนดอน และเมืองลาส เวกัสในลำดับถัดมา เชฟ Ryuki เล่าว่าเชฟ Paul เป็นคนที่เคร่งครัดกับขนบธรรมเนียมมาก แต่สิ่งที่ทำให้เชฟ Ryuki ซึ่งยังเป็นมือใหม่ในวงการ ณ ขณะนั้นประทับใจ คือสิ่งที่เชฟ Paul กล่าวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวฝรั่งเศส “สิ่งที่พวกเขาทำ สิ่งที่พวกเขาทานทุกวัน” ซึ่งเป็นคำสอนที่เป็นแรงบันดาลใจในการรังสรรค์อาหารของเชฟ Paul เชฟ Joël เป็น “คนที่ต้องการความสมบูรณ์แบบ” เขาเข้มงวดกับเทคนิคการทำอาหารมาก ส่วนเชฟ Pierre “สอนตรงกันข้าม” ว่า “ความคิดสร้างสรรค์ต้องไม่ถูกจำกัด”

ประสบการณ์ของเชฟ Arnaud ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน เขาตัดสินใจออกจากโรงเรียนตอนอายุ 14 ปีเพื่อมาเป็นผู้ช่วยในครัวของเชฟ Marc Veyrat เชฟผู้เป็นตำนานและเป็นที่รู้จักจากนวัตกรรมการทำอาหารที่ผสมผสานพืชหอมจากภูเขา หลังจากนั้นเขาได้ร่วมงานกับร้านอาหารชื่อดังทั่วฝรั่งเศสก่อนจะมาร่วมงานกับร้านหรูอย่าง Hôtel Crillon ในกรุงปารีส และได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในเชฟที่ผลัดเปลี่ยนกันมาดูแลร้าน Le Grand Véfour ของเชฟ Guy Martin ร้านนี้ถือเป็นตำนานของกรุงปารีสที่เปิดให้บริการตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 18 เชฟชั้นครูเหล่านี้สอนให้เชฟ Arnaud รังสรรค์อาหารอย่างไร้ที่ติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ตรวจสอบมิชลินมองหา จากนั้น เขาก็เริ่มมองหาโอกาสใหม่ ๆ 

เสียงเรียกจากกรุงเทพฯ
สำหรับเชฟทั้งสอง การได้มาอยู่กรุงเทพฯถือเป็นโชคชะตา ไม่ใช่การวางแผน เชฟ Ryuki ไม่ได้คิดว่าจะกลับมาทำงานในเอเชียอีก แต่เมื่อมีโอกาส เขาก็พร้อมที่จะท้าทายตนเอง “ผมชอบดูแลร้านอาหารเล็ก ๆ ที่ควบคุมคุณภาพได้” ร้าน Mezzaluna ที่มีทั้งหมดเพียง 35 ที่นั่ง และทีมของเขาซึ่งมีแค่เชฟ 12 คนและเชฟขนมอีก 3 คนถือว่าเล็กมากเมื่อเทียบกับคนครัวกลุ่มใหญ่และแขกหลายร้อยคนที่เขาต้องดูแลขณะทำงานที่ร้านของเชฟ Gagnaire ในเมืองลาส เวกัส 

เมื่อมีบริษัทจัดหางานติดต่อมาเกี่ยวกับงาน “ที่อยู่ไกลออกไปเล็กน้อย” เชฟ Arnaud ไม่ได้ส่งใบสมัคร และไม่ได้คิดจะออกไปทำงานนอกยุโรป เขาหัวเราะและเล่าเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานที่กรุงเทพฯว่า “ตลก เพราะภาษาอังกฤษผมไม่ค่อยได้เรื่อง” เมื่ออยู่ด้วยกัน เชฟ Arnaud และเชฟ Ryuki คุยกันเป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งเป็นภาษาที่เชฟ Ryuki ต้องเรียนรู้ระหว่างทำงานในฝรั่งเศส เขากล่าวอย่างถ่อมตัวเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า “ภาษาฝรั่งเศสที่ผมรู้มาจากในครัวทั้งหมด” 

เชฟ Arnaud ตกหลุมรักร้าน Le Normandie ทันทีที่เห็น แต่เขาต้องสร้างทีมใหม่ทั้งหมดเอง “เมื่อผมมาถึง ผมตกหลุมรักร้านนี้ทันที” เขาเป็นคนคัดและฝึกสอนผู้ช่วยในครัวของเขา ทุกคนเป็นคนไทยและยังอายุน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่เชฟ Arnaud ภูมิใจมาก เขายังเป็นคนคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพเองอีกด้วย วัตถุดิบส่วนมากมาจากฝรั่งเศส ซึ่งเขายังคงมีความสัมพันธ์อันดีกับคนที่นั่น ทุกปี เขาจะบินไปเยี่ยมผู้ผลิตวัตถุดิบด้วยตนเอง เพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะได้วัตถุดิบคุณภาพตามที่ต้องการ 

ไม่ว่าจะเป็นเนื้อนกพิราบ ปลาเทอร์บอท ผักออร์แกนิก และทุกสิ่งที่ใช้ปรุงอาหาร “ผมจะซื้อวัตถุดิบที่สดเหมือนกับผมซื้อที่ฝรั่งเศส แม้ว่าผมจะอยู่ห่างออกไป 12,000 กม.ก็ตาม” เชฟ Arnaud กล่าว เชฟ Ryuki ช่วยยืนยันว่า “ทุกสิ่งที่เขาเลือกคือสิ่งที่ดีที่สุด ผมก็ทำเหมือนกับเขา ผมใช้วัตถุดิบจากญี่ปุ่น เช่น เนื้อจากเมือง Murakami ในจังหวัด Niigata บ้านเกิดของผม” 

รางวัล 2 ดาวมิชลินและดาวดวงที่สาม 
เชฟ Ryuki และเชฟ Arnaud มั่นใจว่าสิ่งที่พวกเขาทำควรค่ากับการได้รับรางวัลดาวมิชลินจาก “มิชลิน ไกด์” กรุงเทพมหานคร ฉบับปฐมฤกษ์ 

“ประสบการณ์ 15 ปีจากการร่วมงานกับเชฟ Paul, เชฟ Joël และเชฟ Pierre สอนให้ผมรู้จักมาตรฐานและคุณภาพ ผมไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่ได้รับรางวัลดาวมิชลิน แต่แปลกใจเล็กน้อยที่ได้รับถึง 2 ดาว” เชฟ Ryuki กล่าว 

“ผมภูมิใจและดีใจที่ได้รางวัล 2 ดาวมิชลิน และผมจะคอยผลักดันตัวเองเพื่อให้แขกมีความสุขกับอาหารของผม” เชฟ Arnaud กล่าว “ผมคิดว่า ความแตกต่างระหว่างร้านที่ได้รางวัล 2 ดาวมิชลินกับ 3 มิชลินอยู่ที่ตัวตนของเชฟที่แขกสัมผัสได้จากอาหาร วันหนึ่ง ผมอยากให้แขกมองอาหารที่ผมทำแล้วบอกได้ว่า Arnaud Dunand เป็นคนทำ” 

ทั้งคู่ถือว่าอีกคนเป็นคู่แข่งหรือไม่หลังได้รับรางวัล 2 ดาวมิชลิน เชฟ Ryuki กล่าวว่า “ผมว่าไม่” “ผมเคารพและให้เกียรติสไตล์การทำอาหารของเขา และเขาก็เคารพและให้เกียรติในสิ่งที่ผมทำ เราจะผลักดันกันและกันให้ได้รางวัล 3 ดาวมิชลิน” 

คุณสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน “MICHELIN Guide Dining Series” ครั้งแรก ซึ่งจัดขึ้นที่ร้าน Le Normandie ในวันที่ 27 มี.ค. 2561 และที่ร้าน Mezzaluna ในวันที่ 28 มี.ค. 2561

ความคิดเห็นของ มิชลิน ไกด์
ตั้งแต่ปี 1958 Le Normandie ในโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล ได้สร้างชื่อและกลายเป็นจุดหมายของผู้ที่ชื่นชอบอาหารฝรั่งเศสชั้นสูงมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน แม้จะมีการปิดปรับปรุงในปี 2015 แต่ Le Normandie ยังคงรักษาไว้ซึ่งความสง่างาม ทั้งกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยา หรือการจัดแจกันดอกไม้อย่างประณีต ทุกเมนูถูกปรุงอย่างลงตัวด้วยวัตถุดิบชั้นยอดและเทคนิคชั้นสูง รวมไปถึงการบริการเป็นเลิศสมคำร่ำลือ

ความคิดเห็นของ มิชลิน ไกด์
บนชั้น 65 ของโรงแรมเลอบัว Mezzaluna ให้คุณตื่นตาตื่นใจไปกับบรรยากาศสวยงามยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ แวะจิบเครื่องดื่มที่ Sky Bar ก่อนเปิดประสบการณ์อาหารที่คุณคาดไม่ถึง ด้วยดินเนอร์สไตล์ยุโรปร่วมสมัยที่มีกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นจากทีมเชฟยอดฝีมือ เชตเมนูมีให้เลือกทั้ง 5 และ 7 คอร์ส พร้อมเมนูเซอร์ไพรส์ที่ล้วนมีความลงตัวของรสชาติด้วยเทคนิคการปรุงชั้นสูง นอกจากนี้ยังมีไวน์ลิสต์ให้เลือกมากมายหลากหลายราคา

<<<กลับหน้าหลัก

Martin Blunos

Martin Blunos

เมื่อปลายปีที่ผ่านมานอกจากพวกเราจะได้มิชลินไก […]

อาหารอเมริกัน

อาหารอเมริกัน

อาหารแบบชาวอเมริกัน       เมนู […]

อาหารสุดแปลกของอเมริกา

อาหารสุดแปลกของอเมริกา



 
1.Root beer floats ถ้าคุณเคยคิดว่าน่าจะเติมน้ำตาลกับไขมันก้อนโตลงในเครื่องดื่มอัดลมรสชาติหวานๆ อีกหน่อยล่ะก็ root beer float เหมาะกับคุณมากเลยทีเดียว จากรูปแบบของสีสันที่สดใสกับรสชาติอ่อนๆ มาเป็นภูเขาไฟประทุเมื่อฟองเจอกับไอศกรีม สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนความฝันของเด็กๆ – และเป็นฝันร้ายของนักโภชนา
 
 

 
2.Corn dogs ฮ็อทด็อกที่ต่ำต้อยกลายมาเป็นทางเลือกที่แสนวิเศษที่คุณสามารถทานกระดูกอ่อนของหมูกับเกลือตามปริมาณที่แนะนำต่อวัน เพราะปัญหาคือร่างกายคุณยังร่ำร้องหาอาหารประเภทชุบแป้งทอดอยู่ร่ำไป ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้มีนวัตกรรมที่พิสูจน์ให้เห็นว่าอาหารฟาสต์ฟู้ดธรรมดาๆ ก็ถูกยกระดับให้อยู่ในรูปแบบของทอดชนิดแท่งที่ทานได้โดยไม่ต้องกังวลในเรื่องใดๆ
 
 

 
3.Biscuits and gravy จานนี้เป็นอย่างที่คุณคิดจริงๆ – ถ้าคุณคิดว่าสโคนเป็นขนมปังกรอบและเกรวี่ดูจะเป็นทั้งอาหารเรียกน้ำย่อยและช่วยย่อยอย่างแท้จริง หน้าตาของมันคงท้าทาย European gastronomic expectations เป็นอย่างยิ่ง(เพราะมันมีสีเทา!) แต่พวกที่อยู่ทางตอนใต้ก็เชื่อว่าบิสกิตกับเกรวี่เป็นของดีมีประโยชน์และเราต้องเชื่อว่ารสชาติของมันน่าจะดีกว่าหน้าตาของมัน
 
 

 
4.Red velvet cake ชาวอเมริกันเริ่มมีการฉีกแนวจากธรรมเนียมปฏิบัติในการตั้งชื่อเค้กตามส่วนผสมของแป้งไปในแนวที่เป็นกวีมากขึ้น ชิฟฟ่อนเค้ก ดีวิลส์ฟู้ดเค้ก และวูปี้พาย ล้วนแสดงให้เห็นถึงแนวโน้ม evocative rather than the descriptive ตลอดจน Red velvet cake รายการของหวานที่พบได้ทั่วไปในสหรัฐซึ่งมีการตั้งชื่อตามสีหลักกับกระจุกเส้นใยสานที่ใช้ตกแต่ง โดยสิ่งที่ไร้รสชาติทั้งสองอย่างนี้ช่วยอธิบายได้เป็นอย่างดีถึง both of which are tasteless and therefore perfectly descriptive of one of America’s more synthetic treats.
 
 

 
5.Grits คล้ายๆ กับที่เราพูดถึงบิสกิตกับเกรวี่คือมันมีผลในลักษณะที่ต่างไปมากกับผู้คนที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ นอกจากนั้นแล้วความดึงดูดใจอย่างอมตะของ grit ยังเป็นที่กล่าวขานในประวัติศาสตร์ของอเมริกานับย้อนเวลาไปถึงประเพณีการเตรียมข้าวโพดของชาวพื้นเมืองของอเมริกันซึ่งมีมาช้านานตั้งแต่ก่อนที่ชาวยุโรปจะไปถึงเสียอีก ข้าวโพดบดที่ขาดเสียไม่ได้ในการปรุงอาหารพื้นเมืองซึ่งใช้เนยที่ตีจนได้ที่ ทำให้ได้อาหารที่ทั้งข้นทั้งหนืดและมีรสชาติที่ชวนให้ติดอกติดใจ
 
 

 
6.Monte Cristo Sandwich เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึงการที่ชาวอเมริกันนำเอาแนวคิดของชาวยุโรปมาประยุกต์ใช้ – ยกตัวอย่างเช่น คร็อก เมอซิเออร์ – และพัฒนาจนถึงที่สุด พบได้ทั่วไปในเมืองเดลีและมีผู้บริโภคกันทั่วทั้งประเทศ นี่ช่างเป็นงานขั้นเทพจริงๆ: แฮมกับเนยแข็งชุบไข่ทอดโรยด้วยน้ำตาลไอซิ่งเสิร์ฟกับแยม
 
 

 
7.Deep fried… anything เมื่อได้พูดถึงเรื่องของทอดกันแล้วก็ขอพูดถึงบรรดาของทอดทั้งหลายเสียเลย เสียงปุดๆ ของน้ำมันจากสัตว์ในกระทะใบใหญ่นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเสียงชนผิวขาวในสหรัฐเท่านั้น และมันก็ไม่ได้แย่เกินไปสำหรับคุณอ – ฮีโรของอเมริกันอย่างเอ็ลวิส เพร็สลีย์ก็ทานแซนด์วิชกล้วยกับเนยถั่วไปมากโขแต่เขาก็ยังอยู่ดีจนถึงวัยสี่สิบต้นๆ
 
 

 
8.Frito pie หลายๆ คนคิดว่าการที่สหรัฐเป็นผู้นำหมายความว่าพวกเขาเป็นผู้ชนะ ก็คงจะเป็นอย่างนั้นถ้าชาวเท็กซัสกับนิวเม็กซิกันไม่แย้งขึ้นมาว่าใครเป็นต้นตำรับอาหารเหล่านั้น แป้งข้าวโพดผสมเนยแข็งกับพริกหั่นแว่นตากแห้งแล้วนำมาทอดเป็นอีกตัวที่เห็นได้ชัดอีกอย่างหนึ่งที่อยู่เหนือคำว่าอิสระเสรี
 
 

 
9.Twinkie wiener sandwich พอนึกถึงอาหารเรียกน้ำย่อยชั้นยอดอย่างหมูในผ้าห่มก็รู้สึกว่ารายการอาการที่ว่านี้ดูคล้ายๆ หมูในสูทไขมัน โอเค คุณอาจจะไม่ค่อยได้เห็นตำรับของเวียร์ด อัลปรากฏอยู่บนเมนูสักเท่าไร แต่บอกได้อย่างไม่อายเลยว่านี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของวัฒนธรรมอาหารอเมริกันที่อุดมไปด้วยลูกเล่น การสังเคราะห์ และสารที่ไม่ดีต่อสุภาพที่สุด
 
 
10.Free refills การล้อเลียนอาหารอเมริกันเป็นเรื่องง่ายแต่ก็อย่าลืมนึกถึงส่วนดีของมันบ้าง ร้านอาหารฟ้าสท์ฟูดแบบอเมริกันได้เข้าไปตั้งรกรากในประเทศต่างๆ ทั่วโลกแล้ว และนี่เป็นเพียงสาเหตุหนึ่งของการที่เราติดเกลือ น้ำตาล และไขมันในปริมาณที่ถึงขั้นอันตราย ในประเทศที่มีตลาดเสรีเป็นเสมือนพระราชา การบริการลูกค้าก็ทำให้ส่วนที่เหลือของโลกเป็นเสมือนละอองฝุ่น และนี่เป็นรูปแบบหนึ่งของร้านอาหารอเมริกันที่ยากแก่การลอกเลียนแบบในตลาดต่างประเทศ

<<<กลับหน้าหลัก

อาหารแนวใหม่สไตล์ฟิวชั่น Fusion Food

อาหารแนวใหม่สไตล์ฟิวชั่น Fusion Food

อาหารแนวใหม่สไตล์ฟิวชั่น Fusion Food อาหารสไต […]