ยินดีต้อนรับสู่ครัวอาหารยุโรป

ความเป็นมาอาหารอิตาลี( part2)

ความเป็นมาอาหารอิตาลี( part2)

การรับประทานอาหารในช่วงต้นศตวรรษที่ในยุคกลาง หลังจากที่จักรพรรดิคอนสแตนตินแห่งอาณาจักรโรมันตะวันออกประกาศว่าศาสนาคริสต์เป็นศาสนาตามกฎหมายของจักรวรรดิ และทุกคนต้องหันมานับถือคริสต์จนทำให้ผู้นำศาสนาคือผู้มีอำนาจมาก มีอิทธิพลแม้แต่กับจักรพรรดิ  ซึ่งในสมัยจักรพรรดิ Theodosius นั้น ศาสนาคริสต์เริ่มมีบทบาทอย่างหนักออกกฎระเบียบควบคุมพฤติกรรมและนิสัยรวมทั้งวิธีการกินอาหารของประชากร ทุกอย่างถูกนำไปเชื่อมโยงกับบาปบุญและเรื่องทางเพศที่มาจาก           เรื่องอาดัมและอีฟมีลัทธิการอดอาหารและเลิกการบริโภคเนื้อสัตว์โดยบาทหลวงกว่า 1,000 รูป บริโภคแต่อาหารที่ไม่ถูกจำกัดและขนมปังกับพืชตระกูลถั่วอาจเพิ่มเติมชีสและไข่ได้ในวันที่ได้รับอนุญาตพร้อมกับผลไม้ตามฤดูกาล เพราะเนื้อสัตว์มันเกี่ยวข้องกับการกระทำที่เป็นความรุนแรงเพราะต้องฆ่าสัตว์เพื่อให้ได้มาเป็นการกระทำแบบพวกป่าเถื่อนหรือ Barbarian ที่พวกชาวคริสต์ถือว่าเป็นคนละชนชั้นกัน จนกระทั่งมาถึงสมัยของ Charlemagne ผู้ที่สามารถรวบรวมแว่นแคว้นต่างๆ ที่เป็นอาณาจักรของพวกบาร์บาเรียน ได้แก่พื้นที่ที่เป็นเยอรมันนี เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ และฝรั่งเศสบางส่วนให้กลายมาเป็นอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์หรือ Holy Roman Empire ซึ่งถือเป็นการรวมชาวคริสต์และพวกป่าเถื่อนมาอยู่ใต้อำนาจผู้นำเดียว วัฒนธรรมและประเพณีหลายอย่างจึงคลายความเข้มข้นลง การกินเนื้อสัตว์และอาหารดีถือเป็นของขัวญจากพระเจ้า  ควรต้องขอบคุณพระเจ้าที่ประธานอาหารมื้อดีๆ นี้ทุกๆ มื้อไป

การเลี้ยงแบบโรมันก็กลับมา การสนุกสนานร่าเริงวัฒนธรรมการดื่มไวน์กลับมาอย่างที่แพร่หลายยิ่งกว่าเดิมเพราะคราวนี้พระเป็นผู้ทำไวน์เอง

ต่อมาจากยุคกลางก็มาถึงปลายยุคกลางที่เรียกว่ายุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ

 ต่อจากยุคกลางชีวิตเมืองเริ่มเบ่งบานอีกครั้งกับการพัฒนาของวัฒนธรรมแบบชุมชน ผู้คนเริ่มมีการศึกษาสูงขึ้นกล้าแสดงออกในแง่ความคิดทางวิทยาศาสตร์ว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาลและไม่ได้แบน ไม่ต้องเกรงใจคริสต์จักรอีกต่อไปที่ครอบงำความคิดว่าพระเจ้าสร้างโลก อีกทั้งสงครามครูเสดได้เปิดโลกทัศน์ให้กับชาวยุโรปเริ่มมีการสื่อสารกับเพื่อนบ้านและสินค้าจากตะวันออกกลางเริ่มมีไหลเวียนเข้ามาให้เห็น: ระดับชั้นทางสังคมเริ่มแบ่งชัดเจน สถ​​านะทางสังคมและเศรษฐกิจเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นสำหรับคนที่มีการศึกษาดังนั้นความต้องการอะไรที่ดีขึ้นก็เป็นธรรมดา อาหารแบบชาวบ้านธรรมดาก็ต้องปรับปรุงจะคั่วหรือตุ๋นก็ต้องมีศิลปะมากขึ้นไม่ใช่แค่หมักด้วยเกลืออีกต่อไป เครื่องเทศมีมากขึ้น เกิดเป็นซอสราด ซึ่งทำให้อาหารมีกลิ่นรสมีรสชาติมากกว่าสมัยยุคกลาง

องค์ประกอบการทำอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งบนโต๊ะเจ้านายต้องเริ่มเข้ายุคใหม่ไม่ใช่มีแค่เกลือ พริกไทย โดยเฉพาะเครื่องเทศ เช่น น้ำตาลทรายนำเข้ามาอิตาลีโดยชาวอาหรับและมาปลูกในซิซิลีใช้แทนน้ำผึ้งช่วยในการสร้างรสชาติใหม่ ตัวอย่างเช่นในช่วงศตวรรษที่ 13 ที่ Almond sugared  ที่ทำหน้าที่เป็นขนมขบเคี้ยวตอนท้ายของงานเลี้ยงอาหารค่ำที่ถือว่าพิเศษมาก

ช่วงศตวรรษที่ 11 ชาวอาหรับได้นำอ้อย มะนาว และส้มเข้ามาปลูกในซิซิลีรวมทั้งการทำชีสริคอตต้า นมแกะได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของอาหารอิตาลีภาคใต้ สถานที่เป็นต้นกำเนิดของของหวานอร่อยอิตาลี ในช่วงเวลาเดียวกันที่มาจากชาวอาหรับก็คือไอศครีม Gelato ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ชาวอาหรับยังทำเชอร์เบทโดยใช้น้ำตาลและน้ำผลไม้โดยแช่อยู่ในน้ำแข็งและเกลือ เพราะในซิซิลีมีผลไม้มากมาย เกลือทะเลที่ผลิตในท้องถิ่น และน้ำแข็งได้มาอย่างง่ายดายจากยอดภูเขาไฟเอตนาที่มีหิมะปกคลุมตลอดปี ถึงแม้ว่าไอศครีมนั้นฝรั่งเศสจะเคลมว่าเป็นผู้คิดค้นในยุค 1600 แต่มันคือความนิยมที่เริ่มจากที่นี่แล้วขยายไปถึงประเทศฝรั่งเศสต่างหาก

<<<กลับหน้าหลัก