ยินดีต้อนรับสู่ครัวอาหารยุโรป

Recent Posts

ประวัติของ กอร์ดอน แรมซีย์ ( PART1)

ประวัติของ กอร์ดอน แรมซีย์ ( PART1)

ก่อนที่ทุกๆวันนี้ โลกเราจะได้รู้จักชื่อเสียงข […]

ประวัติของ เจมี่ โอริเวอร์

ประวัติของ เจมี่ โอริเวอร์

เจมี่ออกตัวว่าเขาไม่ใช่หมอ เขาเป็นเชฟ แต่เป็น […]

ประวัติ กอร์ดอน แรมซีย์ (PART 2)

ประวัติ กอร์ดอน แรมซีย์ (PART 2)

ประวัติ กอร์ดอน แรมซีย์ (PART 2)

เส้นทางสู่ ในสื่อบันเทิงก่อนที่จะมีรายการเรียลลิตี้ เฮล คิทเช่น

หลายๆคนคงคิดว่า การปรากฏตัวครั้งแรกของเขาคือในรายการ เรียลลิตี้ อย่าง เฮล คิทเช่นแต่ผิดแล้ว เขาเคยปรากฏตัวในสื่อมาก่อน โดยครั้งแรกที่เขาปรากฏตัวผ่านจอทีวี ผ่านสื่อ คือใน รายสารคดีที่มีชื่อว่า จุดเดือด Boling Point ในปีค.ศ.1998 และ เหนือกว่าจุดเดือด Beyond Boling Point ในปีค.ศ.2000 นอกจากนี้เขายังเคยเป็นกรรมการตัดสิน รายการค้นหาเยาวชนมาสเตอร์เชฟในปี ค.ศ.1997 อีกด้วย และการปรากฏตัวที่ทำให้มีการจดจำหรือรู้จักเขามากขึ้นก็คือใน ปี ค.ศ.2001 เขาปรากฏตัวในรายการทีวีที่มีชื่อว่า เฟคกิ้ง อิท Faking It  ที่เขาทำหน้าที่ช่วยเหลือเชฟผู้แสนร่ำรวยอย่าง เอ็ด เดลวิน ในการเรียนรู้การเล่นหุ้น ในตอนที่เขาปรากฏตัวนั้น ทำให้กลายเป็นหนึ่งในตอนที่ยอดเยี่ยมตอนหนึ่งของรายการนี้ ทำให้ได้รับรางวัลจากสมาคม BAFTA ว่า เป็นตอนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในรายการทีวีของปีค.ศ.2001

            ก่อนจะมา เฮล คิทเช่น นั้นมีรายการ แรมซีย์ คิทเช่น ไนท์แมร์ ครัวสุดฝันร้ายของแรมซีย์ ซึ่งเป็นรายการที่เขาจะทำการไปเยี่ยมเหล่าร้านอาหาร ภัตตาคารอาหารที่มีแววว่าจะเจ๊ง โดยเขาจะสวมบทบาทเป็นคนที่มากเรื่องสุดๆ เป็นสุดยอดตัวเจ้าปัญหา เพื่อช่วยให้ร้านอาหารเหล่านั้นได้มีการปรับปรุงและพัฒนามากขึ้น เขาใช้เวลาทำอย่างนั้น 1 สัปดาห์และตัดมาเป็นตอนฉาย ตอนล่ะ 44 นาที เมื่อครบ 1 สัปดาห์เขาจะไม่กลับไปเยี่ยมเยือนร้านอาหารเหล่านั้นอีก แต่จะรอติดตามดูว่าในระยะเวลา 1 เดือนร้านอาหารเหล่านั้นจะมีพัฒนาการไปทางทิศทางไหน รายการนี่ฉายใน แชแนลที่ 4 เป็นรายการทีวีของอังกฤษ และเริ่มต้นดำเนินรายการครั้งแรกในปี ค.ศ.2004 และสิ้นสุดลงเมื่อ ปี ค.ศ.2007 สำหรับ 5 ซีซั่นที่ฉาย

ต่อมาหนึ่งในรายการ การแข่งขันการทำอาหารสุดโด่งดังที่เป็นต้นตำรับของรายการแข่งขันทำอาหารที่กำลังมาแรงที่สุดในขณะนี้ของไทย นั้นก็คือ มาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์  นั้นก็คือรายการ มาสเตอร์เชฟ สหรัฐอเมริกา  ที่ถ่ายทอดครั้งแรกในปีค.ศ.2010 สร้างจากรายการดังในชื่อเดียวกันอย่าง MasterChef แต่ในรูปแบบเวอร์ชั่น สหรัฐอเมริกานั้น อำนวยการสร้างโดย เชฟผู้โด่งดัง กอร์ดอน แรมซีย์ และยังทำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินเองอีกด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งในรายการทำอาหารที่เขาได้ทำการ อำนวยการสร้างรายการด้วยตนเอง แถมยังทำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินด้วยตัวเองพร้อมกับเชฟสุดเก่งที่มาเป็นกรรมการอีกด้วย นี้เป็นรายการทำอาหารที่สุดยอดสุดๆ ด้วยรูปแบบที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ทำให้รายการนี้เป็นที่โด่งดัง และยังทำให้ ชื่อเสียงของ กอร์ดอน แรมซีย์ โด่งดังมากขึ้นไปอีก นอกจากฝีมือการทำอาหารของเขาแล้ว เขายังเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ อำนวยการสร้าง รายการแข่งขันการทำอาหาร ที่สนุก และ ดุเดือด  ออกมาได้อีกด้วย นอกจากเป็นเชฟที่ดีแล้วเขาคือนักสร้างความบันเทิงที่ยอดเยี่ยมที่สุดอีกด้วย

ประวัติของ กอร์ดอน แรมซีย์ นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ที่หลากหลายที่หล่อหลอมให้เขาเป็นเชฟยอดฝีมือ นอกจากจะมีทักษะการทำอาหารขั้นสุดยอดแล้ว เขายังมีทักษะ มีบุคลิกที่โดดเด่นที่เป็นตัวสร้างสีสันให้กับรายการเรียลลิตี้ และในสื่อบันเทิงต่างๆอีกด้วย พร้อมด้วยความสามารถในด้านการทำอาหารและการสร้างสีสันสื่อบันเทิง ทำให้เขามีรายการเรียลลิตี้ในชื่อของเขามากมาย มาก่อน เฮล คิทเช่น กว่าที่เขาจะมีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นเชฟสุดโหด สุดบ้าคลั่งเหมือนทุกวันนี้ ชีวิตของเขาได้พบเจอและผ่านอะไรมาเยอะมาก ด้วยประสบการณ์เหล่านี้ ทำให้รายการเรียลลืตี้ต่างๆของเขานั้น น่าสนใจสุดๆ เอาล่ะตอนนี่พอรู้จักกันดีแล้วว่า กอร์ดอน แรมซี่ มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ต่อไปก็ต้องลองรับชมรายการเรียลลิตี้ของเขาดูว่ามันจะ สนุก ดุเดือด บ้าคลั่ง ขนาดไหน 

<<<กลับหน้าหลัก

ประวัติความเป็นมาของไวน์

ประวัติความเป็นมาของไวน์

หากมองภาพโดยพื้นฐานเมื่อพูดถึงคำว่า ไวน์ หลาย […]

ความเป็นมาอาหารอิตาลี(part7)

ความเป็นมาอาหารอิตาลี(part7)

หลังปี 1950 การเกิดใหม่อีกครั้งของอิตาลี ดารา […]

ความเป็นมาอาหารอิตาลี(part6)

ความเป็นมาอาหารอิตาลี(part6)

อาหารและศิลปะยุค La Belle Époque

ศตวรรษที่ 19 นอกจากนี้ยังเป็นช่วงเวลาที่ศิลปะและอาหารมารวมกันอย่างไม่เคยมาก่อน
นักดนตรี นักเขียน กวีและจิตรกรทั้งหมดมักจะเชื่อมโยงอาหารกับความบันเทิง ความสนุกสนานให้กับงานศิลปะ บรรยากาศที่โต๊ะอาหารกลายเป็นสถานที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ บ่อยครั้งที่อาหารเป็นหัวข้อสำหรับองค์ประกอบงานเขียนและงานศิลปะ 
 

ประวัติของอาหารอิตาเลียนในช่วง 100 ปีที่แล้วก่อนปัจจุบันนี้คือช่วงที่ทำให้ทุกอย่างลงตัวจากวิถีชีวิตจากเหตุการณ์ที่ประเทศต้องผ่านมาด้วยความยากลำบากเริ่มจากช่วงแรกของศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าเป็นยุค La Belle Époque: ยุคที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองเป็นช่วงที่สวยงามและสนุกสนานของคนอิตาลีและยุโรป เป็นช่วงเวลาของการเฉลิมฉลองและมีการจัดงานเลี้ยงของชนชั้นสูงเหมือนยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ผู้คนมีแนวคิดว่า “ชีวิตนั้นสั้นนัก เพื่อความสุขของชีวิตต้องฉลอง เป็นอีกครั้งที่งานเลี้ยงยกคุณภาพของอาหารให้อร่อยให้เข้ากับไวน์สุรารวมทั้งการแต่งกายและเพลง 
   
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
 ช่วงปีของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นช่วงที่ยากลำบากของโภชนาการ การต่อสู้และสงครามกินพื้นที่ขนาดใหญ่ของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือทำให้มีการผลิตลดผลคนตกงานไม่มีอาหารเพียงพอขาดสารอาหารที่จำเป็นเกิดการแพร่กระจายของโรคเช่น Pellagra สถานการณ์แย่มากทุกกรณีอาหารสำหรับทหารต้องห้ามขาดเพราะถือว่ากองทัพเดินด้วยท้อง ทหารอิตาลีในสนามเพราะมีสิทธิ์ที่จะได้รับประมาณ 1 1/2 ปอนด์ขนมปัง 3 1/2 ออนซ์ของพาสต้า กับเนื้อ  รวมทั้ง 1/4 ลิตรไวน์และกาแฟ ผักและผลไม้มีให้บางครั้ง การดื่มน้ำก็ประมาณ 1/2 ลิตรต่อวัน ยุคนี้เลยกลายมาเป็นยุดแห่งการพัฒนาอาหารสำเร็จรูปหรือสินค้าอาหารกระป๋องที่ใช้ในการแจกจ่ายให้กับทหาร: เนื้อ แอนโชวี่ ผลไม้หวานที่มีอยู่ในกระป๋องตกแต่งด้วยคำขวัญรักชาติ

 
ลัทธิฟาสซิสต์และสงครามโลกครั้งที่สอง
 
สงครามโลกครั้งที่สองเกิดขึ้นหลังจากปีที่เศรษฐกิจโลกตกต่ำ ซึ่งแน่นอนว่าการเมืองก็รุมเร้าเพราะเมื่อผู้คนอดอยากก็ต้องโทษรัฐบาลทำให้มุสโสลินี่ Mussolini เอาลัทธิฟาสซิสต์มานำเสนอชาวอิตาลีซึ่งทำให้ทุกคนมีความหวังแม้ว่าจะต้องเปลี่ยนนิสัยและพฤติกรรม วิกฤตเศรษฐกิจโลก ต่อเนื่องไปถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่าง 1940 และ 1945
คือช่วงที่ต้องประหยัดการทำอาหารของครอบครัวเริ่มมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองเพราะวัตถุดิบหายากเงินไม่มีแม่บ้านแต่ละคนเริ่มต้องคิดสูตรของตัวเองผลผลิตที่มาจากภายในขอบเขตของตัวเอง ให้ครอบครัวอยู่รอดไปได้วันๆ ส่วนผสมบางอย่างเช่น กาแฟ น้ำตาล เกลือ หรือเนยถูกจำกัดปันส่วนห้ามกักตุน ขนมปังมักจะเป็นสีน้ำตาลและเนื้อสัตว์หายาก คนที่ไม่เคยรู้สึกไม่แยแสผู้หญิงอิตาลีโดยเฉพาะบรรดาแม่บ้านถือว่าเป็นผู้ทำคุณงามความดีเพื่อจัดการเรื่องอาหารการกิน พอเนื้อสัตว์ถูกจัดการจะกินเนื้อล้วนก็ยากขึ้นจึงเป็นที่มาของอาหารที่เป็นลักษณะลูกชิ้นไม่ว่าจะเป็น meatball หรือ dumpling โดยจะนำมันฝรั่งหรือขนมปังแช่น้ำมาผสมกับเนื้อไม่ใช้เนื้อล้วน เช่นสูตรสำหรับทำ meatball ใช้เพียง 1/2 ปอนด์ของเนื้อสัตว์และ 1 1/2 ปอนด์ของผักขม 3 ออนซ์ริคอตต้า และไข่ 1 ใบ นำไปทอดกับเนยครึ่งช้อนชาเสิร์ฟพร้อมกับซอสมะเขือเทศเจือจางและสามารถเลี้ยงครอบครัวให้มีความสุขได้แบบไม่แพง
 


วิธีการของการเก็บรักษาก็พัฒนา เช่นผักหรือเครื่องเทศที่เหลือก็จะเก็บไว้ในน้ำมันมะกอกเลย คงเคยเห็นน้ำมันมะกอกที่มีใบrosemary หรือพริกแห้งอยู่ในขวด การทานขนมปังกับซุป หรือชีสถือเป็นอาหารหลัก การหมัก การดอง การเก็บรักษา เช่นการตากแห้ง การผึ่งลม การทำแยมจากผลไม้ ก็เกิดพัฒนาในช่วงนี้ไม่มีการกินทิ้งกินขว้าง

<<<กลับหน้าหลัก

ความเป็นมาอาหารอิตาลี(part5)

ความเป็นมาอาหารอิตาลี(part5)

ศตวรรษที่19  ศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงเวลาที […]

ความเป็นมาอาหารอิตาลี(part4)

ความเป็นมาอาหารอิตาลี(part4)

รสชาติใหม่จากโลกใหม่ การค้นพบทวีปอเมริกาในปี […]

ความเป็นมาอาหารอิตาลี(part3)

ความเป็นมาอาหารอิตาลี(part3)

ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาในทัสคานี
 
เช่นเดียวกับการเกิดใหม่ในงานศิลปะและวรรณกรรมที่ทัสคานีมีบทบาทสำคัญต้องถือว่ายุคฟื้นฟูศิลปวิทยาของอาหารอิตาเลียนที่ทันสมัยก็เกิดขึ้นที่นี่ด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 14 เมื่อทุก signorie ที่สำคัญในภูมิภาคเริ่มที่จะมอง gastronomical หรือศิลปการประกอบอาหารชั้นสูงด้วยความสนใจเพราะอาหารดีๆ ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของตัวเองประสบความสำเร็จสถานะทางสังคมและวัฒนธรรม ได้รับการยอมรับเล็กๆ น้อยๆ ไม่ถูกดูหมิ่นโดยเฉพาะยิ่งในครอบครัวขุนนางเก่าแบบดั้งเดิมต้องมีรสนิยมตลอดจนความรู้ในการทำอาหารสูตรของตระกูล ซึ่งเมื่อเราพูดเกี่ยวกับทัสคานีในยุคกลางและยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาคงต้องพูดถึงตระกูล Medici  ครอบครัวที่ไม่เพียงแต่นำเมืองฟลอเรนซ์ขึ้นสู่สุดยอดของโลกทางวัฒนธรรมและศิลปะและทำให้มันเป็นตัวอย่างของความงามและความสมบูรณ์แบบของทวีปยุโรป แต่ยังพิถีพิถันเรื่องในห้องครัวโดยใช้แต่พ่อครัวและแม่ครัวที่มีคุณภาพเพื่อความบริสุทธิ์ของรสชาติ: สูตร Tuscan แบบดั้งเดิม ทำให้อาหารที่ถูกเสิร์ฟ ในฤดูกาลระหว่างงานเลี้ยงของชั้นสูงของตระกูลเป็นที่กล่าวขานไปถึงปารีส และมารยาทก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ห่างไกลจากความตะกละของชาวโรมันเมื่อ 1,000 ปีก่อนหน้านี้  พวกตระกูลขุนนาง Medici  ซึ่งเป็นเสาหลักของความเจริญมั่งคั่งของเมืองฟิเรนเซเพราะความเป็นพ่อค้านักธุรกิจที่มีรสนิยมรักศิลปะในขณะเดียวกันก็รักความเรียบง่าย พวกเขาอาจจะชอบอาหารแบบดั้งเดิมแต่พวก Mediciก็จัดว่าเป็นนักชิมอย่างแน่นอน  โดยเฉพาะพระนาง Caterina de Medici แห่งตระกูลนี้ก็ได้มาเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งฝรั่งเศส เป็นแบบอย่างที่ดีเลย พระนาง Caterina เป็นคนรักอาหารที่แท้จริงและเมื่อเธอแต่งงานตอนอายุ 14 Henry II แห่ง Orléans และย้ายไปปารีสเธอนำเครื่องทำไอศกรีมจาก Urbino อิตาลี และสามพ่อครัวทำขนมไปฝรั่งเศสด้วย ขนมฝรั่งเศสจึงได้อิทธิพลมาจากเธอหรือในความเป็นจริงคือทัสคานีให้กำเนิดขนมฝรั่งศสในปัจจุบันหลายอย่างเพราะเชฟขนมของ Caterina สมเด็จพระราชินีทรงโปรดอาร์ติโช้คตุ๋นกับตับไก่ สมุนไพร เนยและน้ำมันมะกอก แม้ซอส béchamel ก็ถือว่ามาจากพ่อครัวของเธอเมื่อยังอยู่ในอิตาลีและถูกนำมาใช้แล้วดัดแปลงโดยชาวฝรั่งเศส
 
ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาในกรุงโรมและในวังวาติกันของสมเด็จพระสันตะปาป
 
กรุงโรมเป็นที่หนึ่งในเรื่องร่ำรวยหรูหราก็เพราะเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสันตะปาปามันคือหน้าตาของคริสต์จักรที่ทั้งยุโรปต้องเกรงขาม ดังนั้นงานเลี้ยงแต่ละครั้งก็ไม่เป็นรองพระราชวังที่อื่นเช่นในปี 1513 สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอ (ก็ถูกแต่งตั้งมาจากสมาชิกของครอบครัวเมดิชิ)  จัดงานเลี้ยงเพื่อเฉลิมฉลองการเสนอชื่อหลานชายเขารับตำแหน่งขุนนางหรือใน 1595 เมื่อ

พระคาร์ดินัล Grimani ที่จัดเลี้ยงต้อนรับคณะฑูตตัวแทนจากเมืองเวนิซ 

ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาในหัวเมืองทางเหนือ

ที่ภาคเหนือของอิตาลีโดยทั่วไปจะใช้เนยไม่ใช้น้ำมันมะกอกปรุงอาหารตามสูตรของทัสคานีและภาคใต้ วิธีการปรุงอาหารมักเป็นทอดหรือเคี่ยว stewing ในบรรดาส่วนผสมเราจะพบน้ำตาล อบเชย pinenuts และลูกเกด ทำให้อาหารมีรสหวานและเปรี้ยว ต้องไม่ลืมว่าน้ำตาลในเวลานั้นเป็นเพียงเครื่องปรุงสำหรับผู้มั่งคั่งเท่านั้นซึ่ง ถ้าเราพูดถึงน้ำตาลและเครื่องเทศและศิลปวิทยาการเกี่ยวกับอาหารเราจะต้องพูดถึงเมืองเวนิส La Serenissima ได้รับการถือครองการผูกขาดการนำเข้าและการผลิตน้ำตาลทรายตั้งแต่อายุสงครามครูเสด และช่วงเดียวกันอาจจะกล่าวของเครื่องเทศจากตะวันออกนั้นโอเรียนเต็ลเวนิสก็เป็นผู้นำเข้าสำหรับทั้งหมดของยุโรป อาหาร Venetian จะได้รับอิทธิพลจากเมืองทางตะวันออกเพราะเวนิสเป็นศูนย์กลางค้าขายกับตะวันออกกลางถึงตะวันออกไกลและมีนักเดินเรือที่เชี่ยวชาญในเชิงพาณิชย์และเก่งเรื่องค้าขาย ชื่อเสียงของเมืองเวนิสเรื่องน้ำตาลกลายเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งของเมืองใน 1574 ในโอกาสการมาเยือนของพระเจ้าเฮนรี่ที่สาม กษัตริย์แห่งฝรั่งเศสพระองค์ทรงได้รับการต้อนรับจากสาวงาม noble women ที่สวยที่สุดของเมืองเวนิสทั้งหมดอยู่ในชุดสีขาวและประดับด้วยอัญมณี การจัดเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่พระองค์ถูกประดับด้วยประติมากรรม น้ำตาลที่สร้างขึ้นโดย Sansovino สถาปนิกที่รู้จักกันดี งานที่สร้างสรรค์เป็นประติมากรรมรูปสิงโต ราชินีผู้ทรงม้า เดวิด และนักบุญมาร์ค St.Marco ซึ่งทั้งหมดทำจากน้ำตาล 

<<<กลับหน้าหลัก

ความเป็นมาอาหารอิตาลี( part2)

ความเป็นมาอาหารอิตาลี( part2)

ความเป็นมาอาหารอิตาลี( part2) การรับประทานอาห […]